นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยรอบ 3 ปี ทะลุ 2.7 หมื่นล้าน
泰國法規科普 2026-07-02 14:38 3 閱讀

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยรอบ 3 ปี ทะลุ 2.7 หมื่นล้าน

類別泰國法規科普
發布時間2026-07-02

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยรอบ 3 ปี อัดเงิน 2.7 หมื่นล้าน หนุน Flow ไหลต่อครึ่งปีหลัง

ภาพรวม Fund Flow: ต่างชาติพลิกซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 3 ปี

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีในช่วงครึ่งปีแรก ด้วยเม็ดเงินประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดเงินทุนต่างชาติคือผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยกำไรสุทธิรวมในไตรมาสแรกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นักวิเคราะห์คาดว่า Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ตลาดอาจผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่ประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนให้เงินทุนต่างชาติทยอยไหลเข้า

แนวโน้มดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากกำไรของตลาดหุ้นกับอัตราดอกเบี้ยยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

รายละเอียดการไหลเข้าเงินทุนต่างชาติในครึ่งปีแรก

กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดการเงินไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ หลังจากขายสุทธิต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยเม็ดเงินไหลเข้าทั้งตลาดหุ้นกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าครึ่งปีหลังแม้จะผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่ประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนให้เงินทุนต่างชาติทยอยไหลเข้า พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนแบบ Selective เน้นหุ้นปันผลสูง หุ้นราคายัง Laggard และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมการเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงครึ่งปีแรกถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดทุนไทย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ขายสุทธิสะสมรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท

สำหรับครึ่งปีแรก นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท หรือราว 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นหนึ่งในเพียง 2 ประเทศของภูมิภาคเอเชียร่วมกับญี่ปุ่นที่ยังมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ ในขณะที่ตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาคเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ

ปัจจัยหนุนหุ้นที่ถูกซื้อ และแนวโน้มครึ่งปีหลัง

การเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงครึ่งปีแรกได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์สงคราม และการปรับตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกันต่างชาติขายสุทธิหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีมเปิดเมืองในช่วงแรก โดยกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มโรงพยาบาลมีแรงขายออกเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง ประเมินว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเผชิญความผันผวนมากขึ้นจากทิศทางนโยบายการเงินที่ตึงตัว โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐที่ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ Selective Buy โดยเลือกหุ้นที่ราคาปรับขึ้นช้ากว่าตลาด รวมถึงหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

หุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ TTB ซึ่งคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประมาณ 3% สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ รวมถึง BBL, KBANK และ KTB

ส่วนกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ แนะนำ BDMS, BH รวมถึงหุ้นท่องเที่ยว และโรงแรมอย่าง CENTEL และ ERW ซึ่งคาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2-3 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรตามปัจจัยเฉพาะ แนะนำหุ้นกลุ่มน้ำ และน้ำตาล เช่น TTW, EASTW และ KSL เพื่อรับประโยชน์จากสภาพอากาศร้อน และความเสี่ยงของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตร และความต้องการใช้น้ำในระยะต่อไป

สถิติ 10 อันดับหุ้นต่างชาติซื้อและขายสูงสุด (ข้อมูล NVDR)

จากการสำรวจของกรุงเทพธุรกิจ พบว่า ข้อมูล NVDR ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ครึ่งปีแรกของปี 2569 จำนวน 10 อันดับแรกที่ต่างชาติเข้ามาซื้อขายมากสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569) มีดังนี้

10 อันดับหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสูงสุด

1. PTTEP มูลค่าซื้อสุทธิที่ 25,420.47 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 141.70 บาทต่อหุ้น

2. KBANK มูลค่าซื้อสุทธิที่ 20,268.37 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 195.35 บาทต่อหุ้น

3. PTT มูลค่าซื้อสุทธิที่ 19,096.73 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 35.20 บาทต่อหุ้น

4. KTB มูลค่าซื้อสุทธิที่ 6,962.02 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 33.28 บาทต่อหุ้น

5. DELTA มูลค่าซื้อสุทธิที่ 6,043.31 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 269.66 บาทต่อหุ้น

6. PTTGC มูลค่าซื้อสุทธิที่ 5,555.19 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 31.43 บาทต่อหุ้น

7. BBL มูลค่าซื้อสุทธิที่ 5,083.39 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 168.59 บาทต่อหุ้น

8. TOP มูลค่าซื้อสุทธิที่ 4,821.75 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 46.68 บาทต่อหุ้น

9. CPALL มูลค่าซื้อสุทธิที่ 4,295.36 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 46.73 บาทต่อหุ้น

10. AOT มูลค่าซื้อสุทธิที่ 3,807.25 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 53.69 บาทต่อหุ้น

10 อันดับหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติขายสูงสุด

1. SCB มูลค่าขายสุทธิที่ 4,729.52 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 140.27 บาทต่อหุ้น

2. CPF มูลค่าขายสุทธิที่ 3,517.98 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 19.90 บาทต่อหุ้น

3. TISCO มูลค่าขายสุทธิที่ 2,058.87 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 113.07 บาทต่อหุ้น

4. MINT มูลค่าขายสุทธิที่ 1,802.87 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 22.82 บาทต่อหุ้น

5. COM7 มูลค่าขายสุทธิที่ 1,208.68 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 23.30 บาทต่อหุ้น

6. OR มูลค่าขายสุทธิที่ 965.30 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 12.89 บาทต่อหุ้น

7. BDMS มูลค่าขายสุทธิที่ 933.76 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 19.28 บาทต่อหุ้น

8. TIDLOR มูลค่าขายสุทธิที่ 708.51 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 17.13 บาทต่อหุ้น

9. TRUE มูลค่าขายสุทธิที่ 531.27 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 13.28 บาทต่อหุ้น

10. MTC มูลค่าขายสุทธิที่ 448.21 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 30.94 บาทต่อหุ้น

ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทยรอบ 3 ปี อัดเงิน 2.7 หมื่นล้าน โบรกเกอร์ชี้กำไร บจ.แกร่ง หนุน Flow ไหลต่อครึ่งปีหลัง

เนื้อหาในเว็บไซต์นี้มีไว้เพื่อการศึกษาและแลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น ทางเราไม่มีการให้บริการทางการเงินใด ๆ เช่น การเปิดบัญชี การให้กู้ยืมเพื่อการลงทุน (Margin) การรับบริหารเงินทุนให้ลูกค้า หรือการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน โปรดอย่าหลงเชื่อข้อความส่วนตัวใด ๆ ภายในเว็บไซต์ที่แนะนำหุ้นหรือชักชวนให้เทรดตาม (พาเทรด) โดยเด็ดขาด

分享文章